สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ปี 2563 เป็นปีที่ทั้งโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมาย กับสภาวะการระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งเป็นอีกปีที่เป็นแบบทดสอบความสามารถในการปรับตัวและความแข่งแกร่งของออริจิ้น
(นายพีระพงศ์ จรูญเอก)
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

โดยออริจิ้นเชื่อมาเสมอว่าในโลกยุคใหม่ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เราจึงเป็นองค์กรที่เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงและก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ ซึ่งถือเป็น Key Success ที่ทำให้เราผ่านสถานการณ์ของปีนี้มาได้อย่างน่าพอใจ โดยยอดขายรวมทั้งปี 2563 ของเราสูงถึง 25,774 ล้านบาท ซึ่งทำได้เหนือกว่าเป้าหมาย จากทั้งโครงการที่เปิดตัวในปีก่อนหน้า และโครงการเปิดตัวใหม่อีก 10 โครงการมูลค่า 13,300 ล้านบาท ด้านรายได้บริษัทมีรายได้รวม 11,114 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,662 ล้านบาท จากการทำตลาดที่อยู่อาศัยกลุ่ม Ready to move ได้ค่อนข้างโดดเด่น คิดเป็นสัดส่วนราว 64% ของยอดขายทั้งหมด ขณะเดียวกันในกลุ่มโครงการเปิดใหม่ ด้วยจุดแข็งของบริษัทในการวิเคราะห์ตลาด ตลอดจนการเลือกทำเลและตลาดที่มีศักยภาพ ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มความต้องการ สามารถพัฒนาสินค้าคุณภาพที่มีทั้ง Living Solution และ Reaching Solution ตอบโจทย์ความต้องการ และสร้างยอดขายได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ได้ปรับตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงก่อน COVID-19 อาทิ ด้วยการปรับสัดส่วนธุรกิจมาพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด เพิ่มขึ้น การเปิดตัวแบรนด์บ้านจัดสรรระดับราคาใหม่ๆ ทั้งกลุ่มตลาด 2.5-4 ล้านบาทอย่างแบรนด์ไบรตัน (Brighton) กลุ่มตลาด 8-20 ล้านอย่างแกรนด์บริทาเนีย (Grand Britania) และกลุ่มตลาด 20 ล้านบาทขึ้นไปอย่างเบลกราเวีย (Belgravia) ส่งผลให้มียอดขายบ้านจัดสรรคิดเป็นสัดส่วนราว 25% ของยอดขายทั้งหมดในปีนี้ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มลูกค้าในทุกระดับ

ขณะเดียวกัน บริษัทยังรักษาระดับการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในปริมาณใกล้เคียงเดิม แต่ใช้หลากหลายกลยุทธ์เพื่อให้เข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น อาทิ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ โซโห แบงค็อก (SOHO Bangkok) โครงการแรกบนทำเลรัชดา เพื่อขยายฐานตลาดไฮเอนด์เพิ่มขึ้น แม้จะเพิ่งเปิดตัวในช่วงปลายไตรมาส 4 แต่ก็ได้รับการตอบรับที่ดี โครงการไนท์บริดจ์ สเปซ สุขุมวิท พระราม 4 (KnightsBridge Space Sukhumvit Rama 4) ซึ่งจับมือพัฒนาร่วมกับ GS Engineering & Construction Corp (เกาหลีใต้) พัฒนาโครงการตอบโจทย์ความแตกต่างที่เหนือระดับ จนสามารถขายปิดโครงการได้อย่างรวดเร็ว ด้านแบรนด์ดิ ออริจิ้น (The Origin) ก็ใช้กลยุทธ์ใหม่ Origin Next Normal ลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการที่ไม่กระทบต่อตัวสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงโครงการที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น และ เปิดขายโครงการ The Origin Onnut แบบออนไลน์ 100% เป็นโครงการแรก และสามารถขายได้หมดตั้งแต่วันเปิดตัว

กลยุทธ์ Everyone can sell โครงการที่เปิดโอกาสให้พนักงานเครือออริจิ้นกว่า 1,200 คน กลายเป็น Micro-Influencer สร้างยอดขายได้ด้วยการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตัวเอง ส่งเสริมการขายของโครงการกลุ่ม Ready to move ได้อย่างดี ประสบความสำเร็จสามารถสร้างยอดขายได้ถึงราว 10% ของยอดขายในปีนี้

ขณะที่ปี 2564 นั้นมี Game Changer คือการทยอยฉีดวัคซีนทั่วโลกและโอกาสกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง เรื่องดังกล่าวจะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ผู้บริโภคกลับมามีกำลังซื้อและมีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ออริจิ้น มีการเตรียมความพร้อมในการก้าวข้ามจากสถานการณ์ปัจจุบัน ไปสู่การเติบโตอีกระดับ ภายใต้กลยุทธ “ ORIGIN NEXT LEVEL” ประกอบด้วย Living Solution + Business Expansion เป็นการผสานระหว่างการพัฒนาความแข็งแกร่งธุรกิจ และการขยายโอกาสทางธุรกิจ ด้วย Next Level of Living Solution สร้างสรรค์รูปการอยู่อาศัยตอบโจทย์ชีวิตแบบ NEXT LEVEL ครอบคลุมทั้ง Life Style และ Life Stage ทั้งด้านฟังก์ชั่น การออกแบบ แพ็คเกจราคา ทำเล รูปแบบการขายและการสื่อสารกับลูกค้า รวมทั้งการบริการรูปแบบใหม่ที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น และ Next Level of Business Expansion ขยายธุรกิจทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกด้วยทำเลใหม่ (New Location) แบรนด์ใหม่ (New Brand) กลุ่มธุรกิจใหม่ (New Business) ความร่วมมือใหม่ (New Collaboration) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใหม่ (New Target Segmentation)

สำหรับการก้าวข้ามสถานการณ์ที่ผ่านมาได้อย่างเข้มแข็ง และการที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า ย่อมเกิดจากการให้ความสนับสนุนที่ดีจากบรรดาผู้มีส่วนร่วมทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า พันธมิตร คู่ค้า คณะกรรมการ ผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน บริษัทจึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง บริษัทสัญญาว่าจะดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมมาภิบาล โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสังคมโดยรวมตามต่อไป